2026-10-12 18:38:35
30

ตลาดแรงงานไทยในปี 2026 กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียง “ตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นหรือลดลง” เท่านั้น แต่กำลังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ โครงสร้างองค์กร รูปแบบการทำงาน เทคโนโลยี และทักษะที่นายจ้างต้องการ
การเข้ามาของ AI, Automation, E-Commerce, Data Analytics และระบบดิจิทัล ทำให้องค์กรจำนวนมากสามารถทำงานด้วยจำนวนบุคลากรที่น้อยลง แต่คาดหวัง Productivity ต่อคนที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน ตำแหน่งที่ยังมีความต้องการกลับเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล การควบคุมระบบ หรือการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้โดยตรง
ข้อมูลสถิติจาก JOBBKK ที่ใช้วิเคราะห์ในบทความนี้จึงสะท้อนภาพที่น่าสนใจว่า “จำนวนงานไม่ได้ลดลงทุกกลุ่ม แต่ตลาดกำลังเลือกคนมากขึ้น” โดยบางสายงานมีจำนวนประกาศรับสมัครลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่บางสายงานกลับเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน และหลายตำแหน่งมีการปรับฐานเงินเดือนสำหรับผู้เริ่มต้นทำงานเพิ่มขึ้น
ภาพดังกล่าวสามารถอธิบายได้ผ่าน 3 แนวโน้มใหญ่ ได้แก่
Lean Organization: องค์กรลดขั้นตอน ลดงานซ้ำซ้อน และควบคุมจำนวนบุคลากร
Selective Hiring: ลดการจ้างแบบเน้นจำนวน และเลือกคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการมากขึ้น
Skill-Based Workforce: ให้ความสำคัญกับทักษะและความสามารถในการสร้างผลลัพธ์มากกว่าการดูวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว
บทความนี้จะวิเคราะห์แนวโน้มดังกล่าวผ่าน 5 กลุ่มสายงานสำคัญ ได้แก่ การตลาด การขาย บริการและร้านอาหาร การผลิต และขนส่ง-คลังสินค้า พร้อมวิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับทิศทางตลาดแรงงานไทยในปี 2026
ก่อนเข้าสู่การวิเคราะห์แต่ละสายงาน ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การที่จำนวนประกาศงานลดลงไม่ได้หมายความว่าองค์กรกำลังหยุดขยายตัวเสมอไป
ในอดีต หากธุรกิจต้องการขยายยอดขาย องค์กรอาจเลือกเพิ่มจำนวนพนักงานเพื่อรองรับงานที่มากขึ้น แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่ม Productivity ได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่ม Headcount ในอัตราเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น งานที่เคยต้องใช้พนักงาน 5 คนในการจัดทำรายงาน วิเคราะห์ข้อมูล และเตรียม Presentation อาจเหลือ 2-3 คน หากมีระบบ Automation และ AI เข้ามาช่วยจัดการงาน Routine
แต่ในขณะเดียวกัน คนที่ยังอยู่ในกระบวนการทำงานจำเป็นต้องมีทักษะสูงขึ้น เพราะไม่ได้ทำเพียงงานตามขั้นตอนอีกต่อไป แต่ต้องสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัล วิเคราะห์ข้อมูล ตรวจสอบผลลัพธ์ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง
จึงเกิดปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน
ตำแหน่งงานบางประเภทลดลง แต่ค่าตอบแทนของคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการกลับเพิ่มขึ้น
นี่คือหนึ่งในสัญญาณสำคัญของตลาดแรงงานปี 2026
สายงานการตลาดเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของ โครงสร้างองค์กร อย่างชัดเจน เพราะเป็นสายงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก AI, Automation และ Data Technology
จากสถิติของ JOBBKK พบว่าอัตราการเปิดรับสมัครงานในกลุ่มสายการตลาดมีแนวโน้มลดลงในหลายตำแหน่ง ได้แก่
สายการสื่อสารการตลาด (MarCom): ลดลง 42%
สายการตลาดทั่วไป: ลดลง 39%
สาย Digital Marketing: ลดลง 29%
ขณะเดียวกัน มีการปรับเพิ่มอัตราเงินเดือนเฉลี่ยประมาณ 3,000-4,000 บาท สำหรับกลุ่มผู้มีประสบการณ์ 0-2 ปี
ตัวเลขสองด้านนี้น่าสนใจอย่างมาก เพราะกำลังบอกว่าองค์กรไม่ได้ “เลิกต้องการนักการตลาด” แต่กำลังเปลี่ยนคำถามจาก
“เราต้องการนักการตลาดกี่คน?”
เป็น
“นักการตลาดหนึ่งคนสามารถสร้างผลลัพธ์ได้มากแค่ไหน?”
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเข้าสู่ยุค Lean Marketing Organization
งาน Marketing จำนวนมากในอดีตประกอบด้วยงานปฏิบัติการที่ต้องใช้คน เช่น การทำ Content เบื้องต้น การจัดทำ Report การค้นหาข้อมูล การยิงโฆษณา การจัดการข้อมูลลูกค้า หรือการจัดทำ Presentation
ปัจจุบันงานเหล่านี้บางส่วนสามารถใช้ AI และ Automation เข้ามาช่วยได้
AI ช่วยสร้าง Draft Content
Automation ช่วยจัดการ Workflow
ระบบ Marketing Platform ช่วยทำ Campaign Automation
Dashboard ช่วยลดเวลาการจัดทำ Report
CRM ช่วยจัดการข้อมูลลูกค้า
AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น
ดังนั้นองค์กรจึงไม่จำเป็นต้องมีทีมขนาดใหญ่ที่แบ่งตำแหน่งออกเป็นงานย่อยจำนวนมากเหมือนในอดีต
แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือความต้องการคนที่สามารถ เชื่อมโยง Marketing + Data + Technology + Business Strategy เข้าด้วยกัน
การเพิ่มขึ้นของเงินเดือนเฉลี่ย 3,000-4,000 บาทในกลุ่มผู้มีประสบการณ์ 0-2 ปี จึงเป็นสัญญาณที่ควรจับตามอง
เพราะในขณะที่จำนวนตำแหน่งลดลง องค์กรกลับยอมจ่ายมากขึ้นให้กับผู้สมัครบางกลุ่ม
นี่คือแนวคิดของ Selective Hiring
องค์กรไม่ได้ต้องการจ้างคนจำนวนมากเพื่อแบ่งงาน แต่ต้องการคนที่สามารถรับผิดชอบงานได้กว้างขึ้นและสร้างผลลัพธ์ได้เร็วขึ้น
ผู้สมัครที่มีความได้เปรียบจึงอาจเป็นคนที่มีทั้ง
Marketing Strategy
Data Analytics
Performance Marketing
CRM
Content Strategy
AI Literacy
การวิเคราะห์ Customer Insight
ตลาดจึงไม่ได้ต้องการ “นักการตลาดที่ใช้ AI แทนตัวเอง” แต่ต้องการ นักการตลาดที่ใช้ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตัวเอง
สายงานขายเป็นอีกกลุ่มที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการขายแบบดั้งเดิม
ข้อมูลจาก JOBBKK ระบุว่า
พนักงานขายหน้าร้าน / PC: ลดลง 71%
Sale Executive: ลดลง 38%
พนักงานขายทั่วไป: ลดลง 33%
Telesales: ลดลง 29%
ขณะที่เงินเดือนเฉลี่ยของกลุ่มผู้มีประสบการณ์ 0-2 ปี เพิ่มขึ้นประมาณ 2,000 บาท
ตัวเลขนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจาก People-Based Selling ไปสู่ Technology-Enabled Selling
พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมาก
การซื้อสินค้าไม่ได้จำเป็นต้องเกิดขึ้นในร้านอีกต่อไป ลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา อ่าน Review และซื้อสินค้าได้ผ่านช่องทางออนไลน์
ขณะเดียวกัน E-Commerce, Social Commerce และ Live Commerce ก็เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการขาย
องค์กรจึงสามารถเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากโดยไม่จำเป็นต้องมีพนักงานประจำอยู่ทุกจุดเหมือนในอดีต
นอกจากนี้ Chatbot และระบบ CRM ยังสามารถเข้ามาช่วยตอบคำถาม ติดตามลูกค้า และจัดการ Lead ในขั้นตอนที่เคยใช้แรงงานจำนวนมาก
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ประเภทของ Sales Talent กำลังเปลี่ยน
องค์กรต้องการคนขายที่เข้าใจ Technology และ Data มากขึ้น เช่น
Digital Selling
CRM
Social Selling
Data-Driven Sales
Customer Analytics
Omnichannel Sales
Consultative Selling
นักขายยุคใหม่จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียง “พูดเก่งและปิดการขายเก่ง”
แต่ต้องเข้าใจว่า
ลูกค้าคือใคร → ลูกค้าต้องการอะไร → ลูกค้าอยู่ช่องทางไหน → Data บอกอะไร → จะใช้ Technology อย่างไรเพื่อเพิ่ม Conversion
นี่คือเหตุผลที่ตลาดอาจลดจำนวนพนักงานขาย แต่เพิ่มมูลค่าของ Sales Talent ที่มีทักษะสูงขึ้น
ธุรกิจบริการและร้านอาหารเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่กำลังปรับตัวอย่างจริงจังเพื่อควบคุมต้นทุน
จากข้อมูลของ JOBBKK พบว่า
พนักงานเสิร์ฟ: ลดลง 48%
งานร้านอาหาร/โรงแรม เช่น กุ๊กและผู้ช่วย: ลดลง 43%
ผู้จัดการร้าน: ลดลง 15%
การลดลงดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ Frontline Workforce
ระบบ QR Ordering และ Self-Service ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกสินค้า สั่งอาหาร และชำระเงินได้ด้วยตัวเอง
ในมุมขององค์กร ระบบเหล่านี้ช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และทำให้พนักงานสามารถโฟกัสกับงานที่สร้าง Value ได้มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น แทนที่พนักงานจะต้องเดินไปรับ Order ทุกโต๊ะ อาจเปลี่ยนไปเป็นการดูแลลูกค้า แก้ไขปัญหา หรือให้บริการในจุดที่ระบบอัตโนมัติยังทำไม่ได้
ในส่วนของครัว การใช้ Central Kitchen ช่วยให้ธุรกิจสามารถควบคุมคุณภาพและต้นทุนได้จากศูนย์กลาง
การเตรียมวัตถุดิบและกระบวนการบางส่วนสามารถทำในศูนย์กลางก่อนกระจายไปยังแต่ละสาขา
ผลที่ตามมาคือแต่ละสาขาไม่จำเป็นต้องมีบุคลากรที่ทำงานทุกขั้นตอนเหมือนเดิม
นี่คือหลักการของ Lean Organization ที่ไม่ได้หมายถึง “ลดคนอย่างเดียว” แต่หมายถึง
ลดงานที่ไม่สร้างคุณค่า แล้วใช้ทรัพยากรที่เหลือให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แม้ตำแหน่งผู้จัดการร้านจะลดลงประมาณ 15% แต่ผู้จัดการที่ยังเป็นที่ต้องการอาจต้องมีขอบเขตความรับผิดชอบกว้างขึ้น
ระบบ POS, Inventory Management และ AI ช่วยลดงานเอกสารและงานตรวจสอบบางส่วน
ทำให้ผู้จัดการที่มีความสามารถสูงสามารถดูแลหลายสาขาหรือบริหารทีมขนาดใหญ่ขึ้นได้
ดังนั้นตลาดจึงอาจไม่ได้ต้องการ “ผู้จัดการจำนวนมาก” แต่ต้องการ ผู้จัดการที่บริหารระบบและคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากมองภาพรวมของตลาดแรงงานทั้งหมด ไม่ใช่ทุกอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบในทิศทางเดียวกัน
ภาคการผลิตเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะในขณะที่บางสายงานบริการลดลง ความต้องการแรงงานในภาคการผลิตกลับเพิ่มขึ้น
ข้อมูลจาก JOBBKK ระบุว่า
งานผลิตและตรวจสอบคุณภาพ QA/QC: เพิ่มขึ้น 62%
งานวางแผนและควบคุมการผลิต: เพิ่มขึ้น 32%
เงินเดือนเฉลี่ยสำหรับผู้จบใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 3,000 บาท
การเติบโตของตำแหน่งเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากโรงงานแบบเดิมไปสู่ Smart Factory
อุตสาหกรรมการผลิตในปัจจุบันต้องเผชิญกับมาตรฐานคุณภาพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น
ยานยนต์ไฟฟ้า
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
อาหารแปรรูป
อุตสาหกรรมเทคโนโลยี
อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain ระหว่างประเทศ
ล้วนต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ
ดังนั้น QA/QC จึงไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งที่ “ตรวจสินค้าก่อนส่ง” แต่มีบทบาทมากขึ้นในการควบคุม Process และใช้ข้อมูลเพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดขึ้น
โรงงานยุคเดิมอาจมีแรงงานปฏิบัติการจำนวนมากเป็นฐานของโครงสร้าง
แต่ Smart Factory กำลังเปลี่ยนสมการนี้
แรงงานจำนวนมาก → เครื่องจักรและ Automation → คนที่ควบคุม วิเคราะห์ และแก้ปัญหาระบบ
ดังนั้นตลาดจึงต้องการบุคลากรที่มีทั้ง Technical Skills และ Analytical Skills มากขึ้น
การเพิ่มเงินเดือนผู้จบใหม่ประมาณ 3,000 บาท จึงอาจสะท้อนว่าบริษัทจำเป็นต้องดึงดูดคนที่มีทักษะด้านเทคนิค Data และ Technology เข้ามารองรับโรงงานรูปแบบใหม่
ในขณะที่บางอุตสาหกรรมกำลังลดจำนวนแรงงาน ภาค Logistics กลับยังมีความต้องการบุคลากรเพิ่มขึ้น
ข้อมูลจาก JOBBKK ระบุว่า
พนักงานขนส่งสินค้า: เพิ่มขึ้น 29%
พนักงานคลังสินค้า: เพิ่มขึ้น 19%
สาเหตุสำคัญมาจากการขยายตัวของ E-Commerce การจัดส่งสินค้า และความคาดหวังของผู้บริโภคต่อความเร็วในการได้รับสินค้า
ปัจจุบันการแข่งขันไม่ได้จบที่การขายสินค้า แต่รวมถึง
“ใครส่งสินค้าได้เร็วกว่า ต้นทุนต่ำกว่า และบริหาร Inventory ได้แม่นยำกว่า”
จึงทำให้ Logistics กลายเป็นส่วนสำคัญของ Competitive Advantage
หนึ่งในแนวโน้มสำคัญคือการกระจายศูนย์จัดเก็บสินค้าออกไปใกล้ลูกค้ามากขึ้น
แทนที่จะมีคลังสินค้าขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง บริษัทอาจมี Distribution Hub หรือคลังย่อยในพื้นที่ยุทธศาสตร์
ข้อดีคือช่วยลดระยะทางและเวลาในการจัดส่ง
แต่ผลที่ตามมาคือจำเป็นต้องมีทีมปฏิบัติการในแต่ละพื้นที่เพิ่มขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความต้องการ
พนักงานขนส่ง +29% และพนักงานคลังสินค้า +19%
ยังคงเติบโต
อย่างไรก็ตาม Logistics ในอนาคตไม่ได้ต้องการเพียงแรงงานที่ “ยกของและส่งของ”
ระบบ Warehouse Management System, Route Optimization, IoT และ Data Analytics กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
บุคลากรในสายงานจึงต้องสามารถทำงานร่วมกับ Technology ได้
ตัวอย่างเช่น
ใช้ระบบ WMS
วิเคราะห์ Inventory
วางแผนเส้นทาง
ใช้ข้อมูล Forecast Demand
ตรวจสอบ Productivity
บริหารต้นทุน Logistics
หากนำข้อมูลทั้งหมดมาเปรียบเทียบ จะเห็นภาพของตลาดแรงงานที่ไม่ได้เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน
|