2026-10-14 03:15:13
4

ตลาดแรงงานปี 2026 กำลังเปลี่ยนจากการมองว่า “พนักงานประจำคือกำลังหลักขององค์กร” ไปสู่แนวคิดที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ สัญญาจ้าง เพื่อเติมบุคลากรในช่วงเวลาที่ธุรกิจต้องการทักษะเฉพาะทาง ต้องการกำลังคนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือมีโครงการที่มีระยะเวลาชัดเจน
จากข้อมูลสถิติของแพลตฟอร์มบริหารงานบุคคลอย่าง JOBBKK พบแนวโน้มที่น่าสนใจ คืออัตรางานสัญญาจ้างในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมมีการเติบโตอย่างมาก ตั้งแต่ระดับประมาณ 40% ไปจนถึงหลายเท่าตัว โดยบางสายงานมีอัตราการเติบโตสูงกว่า 4 เท่า ขณะเดียวกันค่าตอบแทนเฉลี่ยของบางตำแหน่งก็ปรับเพิ่มขึ้นตามทักษะ ประสบการณ์ และความต้องการของตลาด
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเพิ่มขึ้นของงานสัญญาจ้างไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เมื่อธุรกิจต้องการความคล่องตัว สามารถเพิ่มหรือลดทีมได้ตามสถานการณ์ และเข้าถึงบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางโดยไม่จำเป็นต้องสร้างทีมขนาดใหญ่แบบในอดีต
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนจาก “Hire for Headcount” ไปสู่ “Hire for Capability” หรือจากการจ้างเพื่อเติมจำนวนคน มาเป็นการจ้างเพื่อเติม “ความสามารถ” ที่องค์กรต้องการในช่วงเวลานั้น
ก่อนจะดูตัวเลขของแต่ละอุตสาหกรรม ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมองค์กรจึงหันมาใช้สัญญาจ้างมากขึ้น
ในอดีต บริษัทจำนวนมากสร้างโครงสร้างองค์กรโดยมีพนักงานประจำเป็นสัดส่วนหลัก แต่เมื่อการแข่งขันสูงขึ้น ธุรกิจต้องรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นรวดเร็ว การมีต้นทุนบุคลากรแบบคงที่จำนวนมากจึงกลายเป็นข้อจำกัดในบางธุรกิจ
องค์กรยุคใหม่จึงเริ่มออกแบบ โครงสร้างองค์กรแบบ Flexible Workforce มากขึ้น โดยแบ่งบุคลากรออกเป็นทีมหลักที่ดูแลธุรกิจระยะยาว และทีมเสริมที่เข้ามาตามความต้องการของโครงการหรือปริมาณงาน
รูปแบบนี้ทำให้องค์กรสามารถ
เพิ่มจำนวนบุคลากรเมื่อธุรกิจหรือโครงการมีความต้องการสูง
ลดขนาดทีมเมื่อโครงการสิ้นสุดหรือความต้องการลดลง
เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโดยไม่จำเป็นต้องจ้างแบบถาวร
ควบคุมต้นทุนบุคลากรให้สอดคล้องกับรายได้และปริมาณงาน
ลดระยะเวลาในการสรรหาบุคลากรสำหรับโครงการเร่งด่วน
สร้างทีม Project-Based ที่สามารถเริ่มงานได้ทันที
ดังนั้น สัญญาจ้างจึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกสำหรับนายจ้าง แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือในการออกแบบโครงสร้างองค์กร
กลุ่ม IT เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการจ้างงานอย่างชัดเจน เพราะเทคโนโลยีมีวงจรการเปลี่ยนแปลงเร็ว และโครงการด้าน IT จำนวนมากมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน
จากข้อมูลที่นำเสนอในรายงาน พบการเติบโตของงานสัญญาจ้างในหลายตำแหน่ง ได้แก่
Data Engineer: เพิ่มขึ้น 181%
System Analyst: เพิ่มขึ้น 152%
Software Tester: เพิ่มขึ้น 107%
Mobile Application: เพิ่มขึ้น 100%
Helpdesk: เพิ่มขึ้น 27%
Database Administration: เพิ่มขึ้น 25%
Network Engineer: เพิ่มขึ้น 23%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าองค์กรไม่ได้ต้องการเพียงบุคลากร IT เพื่อดูแลระบบเดิม แต่ต้องการคนที่สามารถเข้ามารับผิดชอบ Project-Based Work เช่น การพัฒนาระบบใหม่ การย้ายฐานข้อมูล การสร้าง Data Platform การพัฒนา Application การทดสอบระบบ หรือการทำ Digital Transformation
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้งานจะอยู่ในรูปแบบสัญญาจ้าง แต่ค่าตอบแทนกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามระดับทักษะและประสบการณ์
ผู้มีประสบการณ์ 1-5 ปี: เงินเดือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 5,000-6,000 บาท
ผู้มีประสบการณ์ มากกว่า 5 ปี: เพิ่มขึ้นประมาณ 10,000-15,000 บาท
เหตุผลสำคัญคือผู้เชี่ยวชาญ IT ที่สามารถเข้ามาทำงานได้ทันทีมีมูลค่าสูง เพราะองค์กรไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการฝึกอบรมพื้นฐานเป็นเวลานาน
โดยเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับ Data, System, Software และ Infrastructure หากเป็นผู้ที่มีประสบการณ์จริงและสามารถเริ่มงานได้ทันที ย่อมมีอำนาจต่อรองค่าตอบแทนสูงขึ้น
ทิศทางต่อไปขององค์กรด้าน IT มีแนวโน้มมุ่งไปสู่ Liquid Team มากขึ้น
ทีมงานหลักจะประกอบด้วยบุคลากรที่ทำหน้าที่กำหนด Architecture, Strategy, Governance และทิศทางเทคโนโลยี ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสามารถเข้ามาร่วมทีมในช่วงเวลาที่องค์กรต้องการ
ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจมีทีม IT Core ขนาดเล็ก แต่เมื่อมีโครงการพัฒนา Data Platform ก็สามารถเพิ่ม Data Engineer และ System Analyst แบบสัญญาจ้างเข้ามา เมื่อโครงการเสร็จสิ้น ทีมดังกล่าวก็สามารถยุติสัญญาหรือเปลี่ยนไปทำโครงการอื่นได้
นี่คือการเปลี่ยนจาก “การมีคนไว้ตลอดเวลา” ไปสู่ “การมีทักษะที่ต้องการในเวลาที่ต้องการ”
การตลาดและงานขายเป็นอีกกลุ่มที่รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจต้องทำ Campaign ตามฤดูกาล โปรโมชั่น และกิจกรรมทางการตลาดที่มีระยะเวลาชัดเจน
ข้อมูลที่นำเสนอพบว่า
การตลาดทั่วไป: งานสัญญาจ้างเพิ่มขึ้น 262%
Event Marketing: เพิ่มขึ้น 113%
Telesales: เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าบริษัทจำนวนหนึ่งเริ่มปรับทีม Marketing และ Sales ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
แทนที่จะมีพนักงานจำนวนมากประจำอยู่ในทุกฟังก์ชันตลอดทั้งปี องค์กรสามารถใช้ทีม Core ขนาดเล็ก และเพิ่มบุคลากรแบบสัญญาจ้างในช่วงที่มี Campaign หรือมีความต้องการยอดขายสูง
ข้อมูลในรายงานพบว่าเงินเดือนเฉลี่ยในกลุ่ม Marketing และ Sales ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 2,000-3,000 บาทในกลุ่มเด็กจบใหม่ ขณะที่ Telesales ที่มีประสบการณ์ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปมีการปรับเพิ่มขึ้นถึง 10,000 บาท
สิ่งนี้สะท้อนแนวคิด Skills-First Hiring ที่องค์กรไม่ได้มองเพียงว่าผู้สมัครสามารถทำงานตาม Job Description ได้หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่าเขาสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้มากเพียงใด
โดยเฉพาะตำแหน่ง Sales หากสามารถปิดการขายได้จริง เข้าใจ CRM วิเคราะห์ Customer Data และใช้ Digital Tools ได้ ก็มีมูลค่าสูงกว่าการมีเพียงประสบการณ์การขายแบบเดิม
องค์กรในอนาคตอาจมีทีม Marketing Core ที่ทำหน้าที่ด้าน Brand Strategy และ Business Strategy ขณะที่ Campaign Specialist, Event Marketing หรือ Sales Activation สามารถถูกดึงเข้ามาเฉพาะช่วงที่จำเป็น
ดังนั้นคนทำงานจึงต้องพัฒนาตัวเองจาก “คนที่ทำหน้าที่ตามตำแหน่ง” ไปเป็น “คนที่นำทักษะมาแก้ปัญหาธุรกิจ”
กลุ่ม Logistics และ Manufacturing เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เห็นการเติบโตของงานสัญญาจ้างอย่างชัดเจน
ข้อมูลระบุว่า
งานขนส่ง: งานสัญญาจ้างเพิ่มขึ้น 428%
งานคลังสินค้า: เพิ่มขึ้น 177%
งานผลิตด้าน QA/QC: เพิ่มขึ้น 50%
โดยเฉพาะงานขนส่งที่เพิ่มขึ้น 428% ถือเป็นตัวเลขที่โดดเด่นมาก และสะท้อนความต้องการกำลังคนที่สัมพันธ์กับปริมาณงานใน Supply Chain
ธุรกิจ Logistics ไม่ได้มีปริมาณงานเท่ากันตลอดทั้งปี เพราะได้รับผลกระทบจากยอดขายออนไลน์ Promotion, Seasonal Demand, การค้าระหว่างประเทศ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
การใช้พนักงานสัญญาจ้างจึงช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มกำลังคนในช่วง Peak Period ได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มต้นทุนคงที่ขององค์กรในระยะยาว
จากข้อมูลในรายงาน
งานขนส่งและคลังสินค้า กลุ่มประสบการณ์ 0-2 ปี เงินเดือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 4,000 บาท
งาน QA/QC กลุ่มประสบการณ์ 1-5 ปี เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000-2,000 บาท
การปรับเงินเดือนในกลุ่มนี้มีความสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่าการจ้างงานแบบสัญญาจ้างไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะเลือกใช้แรงงานราคาถูกเสมอไป แต่หากเป็นตำแหน่งที่ต้องการทักษะหรือมีความขาดแคลน นายจ้างก็จำเป็นต้องแข่งขันด้านค่าตอบแทน
เมื่อระบบคลังสินค้าและโรงงานเริ่มใช้ Automation, IoT, Warehouse Management System และ AI มากขึ้น ลักษณะงานของแรงงานก็จะเปลี่ยนไป
พนักงานในอนาคตไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงผู้ปฏิบัติงานตามขั้นตอน แต่ต้องสามารถทำงานร่วมกับ Technology ได้
จึงเกิดแนวคิด “Smart Operator”
หมายถึงแรงงานที่มีทั้งทักษะการปฏิบัติงานและทักษะดิจิทัล เช่น
ใช้ระบบจัดการคลังสินค้าได้
ใช้ Barcode และ Scanner ได้
เข้าใจระบบ Digital Tracking
อ่านข้อมูลจาก Dashboard ได้
ใช้ Software ในการจัดส่งสินค้าได้
ทำงานร่วมกับระบบ Automation ได้
เข้าใจพื้นฐานของ AI และระบบอัจฉริยะ
นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน เพราะในอนาคต แรงงานที่ใช้ Technology เป็นจะมีมูลค่าสูงกว่าแรงงานที่ทำงานแบบ Manual เพียงอย่างเดียว
การเพิ่มขึ้นของงานสัญญาจ้างไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับฝ่าย HR แต่กำลังเปลี่ยนวิธีการออกแบบ โครงสร้างองค์กร โดยตรง
องค์กรมีแนวโน้มแบ่งกำลังคนออกเป็น 3 กลุ่มมากขึ้น
เป็นพนักงานประจำที่ถือเป็นกำลังหลักของธุรกิจ ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับ Strategy, Business Critical Function และองค์ความรู้ที่องค์กรต้องการรักษาไว้ในระยะยาว
เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาตามโครงการหรือความต้องการเฉพาะ เช่น Data Engineer, System Analyst, Consultant หรือ Specialist ด้าน Technology
เป็นแรงงานที่เข้ามาเติมกำลังตามปริมาณงาน เช่น พนักงานสัญญาจ้าง, Freelance, Gig Worker หรือ Outsource
โครงสร้างดังกล่าวทำให้องค์กรสามารถปรับขนาดทีมได้รวดเร็วกว่าโครงสร้างแบบดั้งเดิม
นี่คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานปี 2026
ในอดีตการเติบโตของบริษัทอาจถูกวัดผ่านจำนวนพนักงาน เช่น บริษัทขยายธุรกิจจึงเพิ่ม Headcount แต่ในยุคที่ AI และ Automation สามารถช่วยเพิ่ม Productivity ได้ การมีพนักงานจำนวนมากไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งขององค์กรอีกต่อไป
บริษัทจึงเริ่มถามคำถามใหม่ว่า
“พนักงานหนึ่งคนสามารถสร้าง Value ให้บริษัทได้เท่าไร?”
คำถามนี้นำไปสู่ทั้ง Lean Organization, Selective Hiring, Skills-Based Hiring และการเพิ่มขึ้นของงานสัญญาจ้าง
องค์กรจะเลือกคนที่มีทักษะตรงกับปัญหา และสามารถเริ่มสร้างผลงานได้เร็ว แทนการจ้างคนจำนวนมากแล้วใช้เวลาหลายเดือนในการฝึกอบรม
การเติบโตของงานสัญญาจ้างไม่ได้มีแต่ด้านลบ สำหรับคนทำงานที่มีทักษะเฉพาะทาง นี่อาจกลายเป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้และสร้างประสบการณ์จากหลายองค์กร
สิ่งที่คนทำงานควรให้ความสำคัญคือ
อย่าหยุดอยู่กับ Job Description เดิม แต่ต้องติดตามว่าตลาดกำลังต้องการทักษะอะไร เช่น Data, AI, Digital Tools, Automation หรือ Technology ที่เกี่ยวข้องกับสายงาน
โดยเฉพาะคนทำงานสาย IT, Marketing, Design, Data และ Digital การมีผลงานที่พิสูจน์ความสามารถได้จะช่วยให้แข่งขันในตลาดได้ดีกว่าการระบุเพียงตำแหน่งงานที่ผ่านมา
ควรมีทักษะหลักที่เชี่ยวชาญอย่างน้อยหนึ่งด้าน และมีความรู้ด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถทำงานข้ามสายได้
AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สาย Technology แต่กำลังเข้ามาใน Marketing, Sales, HR, Logistics, Manufacturing และงานสำนักงานแทบทุกประเภท
คนที่สามารถใช้ AI เพื่อเพิ่ม Productivity ของตัวเองได้ จะมีโอกาสสร้าง Value ได้มากกว่าคนที่ทำงานด้วยกระบวนการแบบเดิมเพียงอย่างเดียว
ยังไม่สามารถสรุปได้ว่างานสัญญาจ้างจะเข้ามาแทนที่งานประจำทั้งหมด เพราะงานแต่ละประเภทมีความต้องการด้านความต่อเนื่อง ความรู้ภายในองค์กร และข้อกำหนดทางธุรกิจแตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ทิศทางที่เห็นได้ชัดคือ ตลาดแรงงานกำลังมีรูปแบบการจ้างงานที่หลากหลายขึ้น
องค์กรอาจไม่ได้เลือกเพียงระหว่าง “พนักงานประจำ” กับ “พนักงานสัญญาจ้าง” อีกต่อไป แต่จะสร้าง Workforce Mix ที่ประกอบด้วยพนักงานประจำ ผู้เชี่ยวชาญสัญญาจ้าง Freelance Outsource และแรงงานตามความต้องการ
ดังนั้นอนาคตของตลาดแรงงานจึงอาจไม่ได้เป็นโลกของ Permanent Employment vs Contract Employment แต่เป็นโลกที่แต่ละองค์กรเลือกใช้รูปแบบการจ้างงานให้เหมาะกับงานแต่ละประเภท

การเติบโตของ สัญญาจ้าง ในหลายอุตสาหกรรมกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่าการเพิ่มหรือลดจำนวนตำแหน่งงาน เพราะกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับ โครงสร้างองค์กรและรูปแบบการบริหารกำลังคน
ข้อมูลที่นำเสนอแสดงให้เห็นการเติบโตอย่างโดดเด่นในหลายสายงาน ตั้งแต่ IT ที่ Data Engineer เพิ่มขึ้น 181% และ System Analyst 152% ไปจนถึง Marketing ที่งานสัญญาจ้างเพิ่มขึ้น 262% และ Logistics ที่งานขนส่งเพิ่มขึ้น 428%
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียง “องค์กรจ้างคนชั่วคราวมากขึ้น” แต่คือการเปลี่ยนจากการสร้างองค์กรที่มีคนจำนวนมาก ไปสู่การสร้างองค์กรที่มี Core Team ขนาดเหมาะสม + Specialist ที่มีทักษะสูง + Flexible Workforce ซึ่งสามารถปรับขนาดได้ตามสถานการณ์
สำหรับคนทำงาน สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่ามอง สัญญาจ้าง เพียงเรื่องความมั่นคงในการทำงาน แต่ควรมองถึงโอกาสในการสร้างทักษะ ประสบการณ์ และมูลค่าของตัวเองในตลาดแรงงาน
เพราะในตลาดแรงงานปี 2026 คนที่มีความได้เปรียบอาจไม่ใช่คนที่ “อยู่กับองค์กรได้นานที่สุด” เพียงอย่างเดียว แต่คือคนที่สามารถ นำทักษะไปสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กรได้ทันที
งานสัญญาจ้างคือการจ้างบุคลากรตามระยะเวลาหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยอาจเป็นการจ้างเพื่อทำโครงการเฉพาะ งานตามฤดูกาล งานที่มีระยะเวลาชัดเจน หรือการเสริมกำลังคนในช่วงที่ธุรกิจมีความต้องการสูง ทั้งนี้รายละเอียดสิทธิ หน้าที่ ค่าตอบแทน และเงื่อนไขต่าง ๆ ต้องพิจารณาตามสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สาเหตุสำคัญมาจากการที่องค์กรต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งด้านต้นทุน โครงสร้างองค์กร และการเข้าถึงทักษะเฉพาะทาง โดยเฉพาะงานที่เป็น Project-Based หรือมีปริมาณงานขึ้นลงตามฤดูกาล เช่น IT, Marketing, Sales, Logistics และ Warehouse
ไม่เสมอไป ค่าตอบแทนขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ทักษะ ประสบการณ์ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขของสัญญา แต่ในตำแหน่งที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือสามารถเริ่มงานได้ทันที นายจ้างอาจต้องเสนอค่าตอบแทนที่แข่งขันได้เพื่อดึงดูดบุคลากร
จากข้อมูลในบทความ กลุ่มที่มีการเติบโตเด่น ได้แก่ IT & Technology, Marketing, Sales, Logistics, Warehouse และ QA/QC โดยเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับ Project, Digital Transformation, Data, Supply Chain และงานที่มีปริมาณความต้องการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์
ควรพัฒนาทักษะที่ตลาดต้องการ มี Portfolio หรือผลงานที่แสดงความสามารถจริง เรียนรู้ Technology และ AI ที่เกี่ยวข้องกับสายงาน รวมถึงพัฒนาทักษะการทำงานข้ามสาย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและต่อยอดโอกาสการทำงานในหลายองค์กร
เหมาะในบางกรณี เพราะสามารถเป็นช่องทางในการสะสมประสบการณ์และสร้างผลงานจริง โดยเฉพาะในสายงานที่ต้องการทักษะเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครควรอ่านรายละเอียดสัญญา ระยะเวลาการจ้าง ค่าตอบแทน หน้าที่ และเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ
AI สามารถทำให้บางงานลดจำนวนคนลงได้ ขณะเดียวกันก็สร้างความต้องการบุคลากรที่มีทักษะใหม่ เช่น Data, AI, System Integration และ Digital Transformation ดังนั้นผลกระทบจึงไม่ได้เป็นเพียงการ “ลดงาน” แต่เป็นการเปลี่ยนประเภทของทักษะและรูปแบบการจ้างงานที่องค์กรต้องการ
ไม่จำเป็นเสมอไป การเพิ่มงานสัญญาจ้างอาจเกิดจากการที่องค์กรต้องการเสริมทีมสำหรับโครงการเฉพาะ ต้องการรับมือกับปริมาณงานที่ผันผวน หรือขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญในระยะสั้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนคือองค์กรกำลังให้ความสำคัญกับ Workforce Flexibility มากขึ้น
ทักษะที่สำคัญคือ Hard Skills + Digital Skills + AI Skills + Soft Skills โดยเฉพาะความสามารถในการแก้ปัญหา การทำงานด้วยตัวเอง การสื่อสาร การวิเคราะห์ข้อมูล และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่ม Productivity เพราะองค์กรต้องการคนที่สามารถเข้ามาแล้วสร้างผลลัพธ์ได้เร็ว
เเชร์