แจ้ว่า ทุกวันนี้ที่มาถึงจุดนี้ได้ เพราะ...

  • 18 มี.ค. 2562
  • 806

คุณปอนด์ ภริษา ยาคอปเซ่น นักพูดและพิธีกรชื่อดัง แชมป์ปาฐกถาภาษาอังกฤษแห่งประเทศไทย  ที่หลายๆ คนยกให้เป็น Idol และยังรู้จักในหลายๆ ชื่อ ไม่ว่าจะเป็น “แจ้” ที่มาพร้อมวลีเด็ด #แจ้ว่า หรือพี่สาวชาวเน็ท  หรือปอนด์ ยาคอปเซ่น (Bon Jakobsen) นั่นเอง

และโอกาสพิเศษจากงาน SWU Job Fair 2019 ที่จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร คุณปอนด์ก็ได้มาถ่ายทอดข้อคิดดีๆ ในการเตรียมตัวเข้าสู่วัยทำงานและแชร์เทคนิคในการฝึกภาษาอังกฤษจากประสบการณ์ของตัวเองโดยตรง พร้อมทั้งเผยความลับที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จและมาถึงจุดนี้ได้ เพื่อเป็นความรู้และส่งมอบกำลังใจให้กับน้องๆ ก่อนเรียนจบและเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง

ใครอยากได้ข้อคิดและเทคนิค รวมถึงความรู้ดีๆที่หาจากไหนไม่ได้นอกจากที่นี่ ไปติดตามพร้อมๆ กันเลยครับ

 

อาชีพหลัก ณ ตอนนี้ ?

เป็น Content Creator ก็คือ เป็นผู้ Create Content แล้วก็เป็นคุณครู , พิธีกร TV / Youtube , วิทยากร , Trainer ขององค์กรต่างๆ เรื่องการพูดค่ะ

 

ความรู้ที่ได้จากการเรียนมหาวิทยาลัย (จิตวิทยา) นำมาใช้ในการทำงานอย่างไร ?

 

 

บางทีเราไป Train ในเรื่องการพูดในที่สาธารณะ (Public Speaking) ตามองค์กร อันนี้คือสายตรงเรื่องจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กรเลย เราก็จะได้ Incorporate มาใช้ในการสอนของเราด้วย ก็เป็นการนำมาประยุกต์ใช้ได้ เพราะขนาดไม่ได้เรียนมา ไม่ตรงสาย ยังพูดได้เลย ถ้าเราชอบ เราจะหาข้อมูล เราจะทำทุกอย่างให้มันดีที่สุด

 

สมัยเรียนอยู่สายไหน ระหว่าง “สายเรียน” กับ “สายกิจกรรม” ?

ไม่ใช่สายเรียนแน่นอน แต่ก็ไม่ได้เละ จะอยู่กลางๆ ไม่ถึงขั้นกิจกรรม แต่อาจารย์ชอบส่งประกวดค่ะ

 

หลังเรียนจบ ได้ทำงานเลยไหม ?

 

 

พี่เริ่มทำงานตั้งแต่ม.4 คือเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนตอนม.3 กลับมาม.4 จากนั้นเป็นครูสอนพิเศษภาษาอังกฤษ เรื่อยมา พอขึ้นปี 1 พี่ก็ทำงานที่เอไทม์มีเดีย เป็นผู้ประกาศข่าวสองภาษา วันเสาร์อาทิตย์

 

ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ต้องปรับตัวมากแค่ไหน ยังไงบ้าง ?

 

 

คือผมร่วงจริงๆ เราไม่เคยห่างบ้านเลย แล้วตอนนั้นแค่ม.3 อายุ 15 แล้วมันไม่มีอินเทอร์เน็ต จะโทรหาแม่ทีนึงก็แพ๊งแพง ก็ต้องเก็บตังค์ไว้กินข้าวดีกว่า แล้วภาษาเราก็คุยอะไรกับเขาไม่รู้เรื่อง จำได้เลยว่าหาห้องไม่เจอ แล้วทุกคนคือเดินเร็วมาก พอหาเจอ ประตูปิดอยู่ แจ้ไปเคาะห้อง อาจารย์ก็เปิดและบอกว่า You late คือ late 5 นาที เขาไม่ให้เข้าห้อง เราก็ร้องไห้ ไม่รู้อ่ะ ทำไม่ถูก จะให้ทำยังไงอ่ะ จะบอกว่าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนก็พูดไม่ได้ ก็ร้องไห้ๆ เขาเลยปล่อยให้เราเข้ามา แต่ Quiz วันนั้นที่เขาเก็บคะแนนเราไม่ได้ทำ เพราะเรา late 5 นาที ก็ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเป็นคนตรงต่อเวลา

 

สังคมตอนไปแลกเปลี่ยน เป็นยังไงบ้าง ?

 

 

 

ก็มีเพื่อนที่เป็นฝาแฝดมัดจุก จำได้เลย เขาเดินเข้ามาทักเราว่ามาจากไหน เราก็ได้แค่แบบ Thailand อะไรงี้ จากนั้นก็ค่อยๆ คุย ค่อยๆ คบ เราก็พูดได้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ผ่านมันมาได้และกลายเป็นว่าสนุกกับมัน

จริงๆ เด็กที่ไปแลกเปลี่ยน นอกจากภาษาแล้ว สิ่งที่ได้อีกก็คือการเอาตัวรอด เพราะว่ามันไม่มีใครช่วย ยุคนี้ไม่เท่าไรนะ เพราะมันยังมีไลน์ให้โทรหาพ่อแม่ให้โอนเงินให้ แต่ยุคแจ้คือ ไม่มีเงินกินข้าวเที่ยงอ่ะ แล้วก็ไม่กล้าบอกเพื่อน อาย กว่าเงินที่แม่โอนมาจะมาถึงต้องใช้เวลา 3 วัน ไม่ใช่โอนปุ๊บได้ปั๊บ จำได้เลยว่าเพื่อนนั่งกินอร่อยมาก แล้วถามเรา ไม่กินเหรอ เราก็บอกไม่หิว พอตอนบ่ายมานี่นั่งท้องร้อง แต่มันก็ทำให้เรารู้ วันแรกเราหิว เพราะเราอาย เราจัดการตัวเองไม่ได้ วันที่สองเราจะไม่ปล่อยให้ตัวเองหิวแล้ว แบบนี้ตอนเช้าเราต้องเอากล้วยไปจากบ้าน

 

การเรียนในต่างประเทศ แตกต่างจากที่ประเทศไทยยังไงบ้าง ?

 

 

 

ด้วยความเป็นเด็กไทย เวลาทำวิชาเลข วิธีทำ ขีดเส้นใต้สีแดง อันดับที่ 1 2 3 อาจารย์ฝรั่งจะตื่นเต้นมาก เขียนสวย มีการขีดเส้นใต้ เพราะเด็กฝรั่งเขาไม่ทำ อาจารย์ก็ไม่ได้แคร์ เขียนมาเถอะ ขอให้ได้คำตอบที่ถูกก็พอ คือเขาจะเป็น Result Base เขาไม่ได้ดูวิธีการว่าคุณจะมายังไง ขอให้ได้ Result ก็โอเค แต่ในขณะที่เมืองไทย คุณอาจจะตอบถูกก็ได้ แต่ทำไมไม่ขีดเส้นใต้ตรงวิธีทำ ครูอาจจะเรียกไปจัดได้

อีกอย่างคือ สูตรเลขที่เรียนจากเมืองไทย แจ้ก็คิดว่า ฉันรู้ฉันเรียนมาแล้ว ฉันเก่ง แต่ปรากฎว่า อาจารย์ฝรั่งไม่ได้สอนแค่สูตร แต่สอนด้วยว่า สูตรนี้มาจากไหน เกิดขึ้นได้ยังไง ซึ่งเรายังไม่ถูกสอน ดังนั้นเวลาเราเรียนรู้อะไร เราจะไม่ใช่แค่ฟังแล้ว เราจะอยากรู้ว่ามันมาจากไหน ซึ่งความกระหายใคร่รู้แบบนี้ มันจะทำให้เรารั้น ไม่ใช่รั้นคนอื่นนะ รั้นตัวเอง รั้นในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าจะเรียนได้

 

ฝากถึงน้องๆที่อยากพูดภาษาอังกฤษ

 

 

 

แจ้แปลกใจ ว่าการเรียนภาษาอังกฤษมันมีคำว่า Accent เข้ามา คือแบบ กลัว Accent ไม่ดี ก็เลยไม่พูด จริงๆ คือ พูดก่อน ! Accent ทีหลัง !!! แจ้งงมาก คนไทยให้ความสำคัญกับคำว่า Accent

Accent มันเป็นตัวแบบว่า คุณไปไหนมาในโลกนี้ แค่นั้นเอง จะมีหรือไม่มี แต่ถ้าสื่อสารรู้เรื่องคือจบ คนที่เขาไป Deal ธุรกิจหมื่นล้านแสนล้าน เขาไม่มานั่งฟังหรอกว่า Accent ของคุณ คือแอคอะไร เขาดูตัวเลข ดูว่าคุณมีงานอะไรให้เขา ไปดูเด็ก 2 ขวบ เขาพูดไปถึงไหนแล้ว แล้วเราจะอยู่บนโลกนี้ได้ยังไง เอาแค่นี้เลยค่ะ

 

เทคนิคฝึกภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ

ปอนด์แนะนำให้ฟังเยอะๆ ฟังให้ชินหู พอเริ่มชินให้พูดตาม ฟังซ้ำแล้วงับปากตาม พอได้เท่านี้เดี๋ยวมันไปเอง

 

อยากเก่งภาษาอังกฤษ จำเป็นต้องลงคอร์สเรียน หรือต้องไปเรียนต่อต่างประเทศไหม ?

 

 

 

เรียนต่อต่างประเทศคือทางลัด คือเอาตัวเองไปหย่อนในที่ที่เขาไม่พูดไทยกันเลย ยังไงก็ต้องได้ เวลาแจ้ไปเมืองนอกกลับมา คนถาม ทำไมพูดภาษาอังกฤษเก่ง คือบับ ถ้าเขาเอาเธอไปหย่อน เธอก็ทำได้ ฉันไม่ได้เก่งกว่าเธอเลย คือสภาพแวดล้อมมันบังคับให้เราพูด แต่ถ้าไปเรียนแล้วได้ใช้ มันก็คุ้ม

แต่ถ้าไม่มีเงินไปเรียน ไม่มีโอกาสไปต่างประเทศ แจ้ก็มีเพื่อนที่พูดภาษาอังกฤษเก่งมากกกกก โดยที่ไม่เคยไปต่างประเทศ

 

“ภาษาอังกฤษ” กับ โอกาสการได้ “งาน” ?

 

 

 

พี่ได้งานที่เอไทม์ตั้งแต่อยู่ม.6 คือไปแลกเปลี่ยน 2 ปี อเมริกากลับมาม.4 ไปอังกฤษกลับมาม.6 เราก็ต้องมาซ้ำชั้นปีนึง แต่ไม่ต้องไปเรียนกับรุ่นน้อง แค่ไปตามไล่สอบ เลยมีเวลาว่าง แล้วตอนนั้นพี่ก็ชอบนักร้องวงนึง ชื่อวง Dead Light แล้วเอไทม์มีเดียเขาจัดประกวดเรียงความที่ใช้เพลงทั้งหมดของ  Dead Light มาเรียงให้เป็นเรื่องเป็นราว ก็ส่งไป เพราะเพื่อนเขาก็ส่งไปกันหมด แล้วก็อยากชิงรางวัลไปสิงคโปร์ด้วย ปรากฎว่าไม่ได้ แต่เขา Offer งานให้เป็นผู้ประกาศข่าว เพราะตอนสัมภาษณ์ชิงรางวัลเขาสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ

แต่ถ้าเขาสัมภาษณ์แล้วภาษาอังกฤษพี่ไม่คล่อง พี่ก็ไม่มีวันได้งานในวันนั้น

และตอนที่แจ้ไปฝึกงานที่ CPF Training Center เป็น Center ที่จะ Train พนักงานของ CP ทั้งหมดเลย นายใหญ่ที่นั่นก็ให้แจ้แปลหนังสือ ซึ่งมันเป็นภาษาอังกฤษ แล้วพอเราแปลได้ แปลดี แปลเต็มที่ เขาก็เห็นแวว แล้วก็ Offer งานให้ในตอนหลัง แต่เพื่อนที่ไปด้วยกัน 4 คน คือไม่มีใครได้อะไรทั้งนั้นเลย

ทุกวันนี้ที่มาถึงจุดนี้ได้ พูดได้เลยเต็มปากเต็มคำ เพราะภาษาอังกฤษ ได้ไปอยู่ในทีวี ก็เพราะเป็นแชมป์ปาฐกถาภาษาอังกฤษแห่งประเทศไทย เรามีตำแหน่ง เป็นคนที่มีอะไร เลยได้ไปในที่ที่ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะได้ไป

ถ้ามอง “การทำงาน” เป็น “สื่อ” ทั่วๆไปคนก็จะมองที่ ”หน้าตา” และ “ความสามารถ” แต่ถ้าหน้าตาไม่มาล่ะ ? ความสามารถต้องมาก่อนนะ ภาษาอังกฤษถือเป็นตัวผลักดันได้ดี

บางคนถาม จริงเหรอ หนูจำเป็นต้องพูดภาษาอังกฤษเหรอ หนูจะกลับไปปลูกผักช่วยแม่นะ ? แล้วถ้ามีชาวอาหรับมา Offer จากมะนาวลูกละ 5 บาท เป็น 20 บาท ถ้าสามารถทำได้สวยงามตามที่เขาชอบ คุณจะคุยกับเขาได้ไหมล่ะ ?

ยุคนี้ ทำอะไรก็ต้องพูดภาษาอังกฤษได้แล้ว ระหว่างคนที่พูดได้ กับ พูดไม่ได้ Rate มันต่างกันนะคะ ถ้าคุณเป็นพิธีกร 1 ภาษาคุณได้เท่านี้ แต่ถ้า 2 ภาษา คุณได้อีกเท่านึง แล้วโอกาสของคุณก็ไม่เหมือนกัน เพราะ 1 ภาษา ใครๆก็พูดได้ป่ะ

ภาษาไทย คู่แข่งคุณเต็มท้องตลาดไปหมด แต่ถ้าได้ 2 ภาษา คู่แข่งหายไปเลย 80% ดังนั้น ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษจึงเป็นการสร้างมูลค่าให้กับตัวเองค่ะ

 

อยากได้งานที่มั่นคง ต้องเตรียมตัวอย่างไร  ?

 

 

 

คนจะรู้สึกว่า ชีวิตการทำงานของเราจะ Secure ได้ คือเราต้องไปร่วมกับองค์กรที่มั่นคง แต่สำหรับปอนด์ คำว่า Job Security ในการทำงาน มันอยู่ที่ Performance ของเรา

ตอนที่แจ้ออกมาจาก Workpoint ไม่ใช่ว่าโดนไล่ออกนะ แต่มันเป็นธรรมชาติของวงการโทรทัศน์ ที่คนก็ต้องผลัดหน้าเปลี่ยนตา ช่วงนึงเราอาจจะอยู่ในผัง ช่วงนึงก็อาจไม่ได้อยู่ ทีนี้บอกตามตรงเลยว่า ตอนที่หลุดผัง “ฉันจะไปทำอะไรต่อดี ฉันได้เงินจากทีวีมา 6 ปี” ลืมไปเลยว่า 6 ปีนั้น เรามีอะไรบ้าง ? เราทำอะไรได้บ้าง ? วันนี้ย้อนกลับไปช่วงเวลาที่หลุดผัง คือไม่เคยมีความสุขขนาดนี้มาก่อน ได้ทำงานที่อยากทำ ได้เป็นวิทยากร ได้รับงานรายการที่ไม่มีวันจะได้ (ถ้ายังอยู่ในผัง) ได้ไปรายการเจาะใจ คือรายการในฝันมาก สรุปคือได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากจะทำ

เรื่องนี้สำหรับแจ้คือความมั่นคงในการทำงาน ซึ่งมันคือ Performance ของเราเอง คือถ้าคุณเลือกที่จะทำอะไร จะตรง Passion หรือไม่ คุณต้องทำมันให้ดีที่สุด

อย่างในบริษัท สมมติถามถึงบัญชี ต้องคุยกับคนนี้ คุณต้องเป็นคนคนนั้น ไม่งั้นคุณไม่มีวันมีความมั่นคง

 

ฝากข้อคิดการเตรียมตัวก่อนเข้าสู่วัยทำงาน

 

 

เวลาไปฝึกงาน ฟังและสังเกต ดูว่าเขาทำอะไรกัน แล้วเริ่มทำและศึกษาอย่างลึก แล้วสังเกตตัวเองว่าชอบทำอะไร

สมัยนี้ บางคนให้น้ำหนักกับคำว่า Passion มากเกินไป เหมือนแบบว่า ฉันจะต้องมีงานที่ตรงกับ Passion ของฉัน อย่าไปซีเรียสว่างานที่ทำต้องเป็น Passion แต่เอาเป็นว่า เรามองเห็นอนาคต แล้วรู้สึกว่าเราทำได้ แล้วก็ทำให้มันดีแค่นั้นเอง ยกเว้นว่า ถ้าทำแล้วมันอึดอัด มันไม่ใช่เราจริงๆ ระเบิดแล้ว ไม่ไหวแล้ว ก็ค่อยจัดการ

มันมีคำพูดที่ว่า “Gen Y มีความอดทนน้อย คือต้องได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการเท่านั้น โลกควรจะเป็นแบบที่ฉันต้องการเท่านั้น” คือแบบ ผิดธรรมชาติอ่ะ ถึงไปได้งานที่ดี เพื่อนร่วมงานก็อาจจะไม่ดีอีก เราไม่เคยเจออะไรที่มันดีครบหรอก ไม่งั้นก็ไม่มีที่สิงสถิตอ่ะพูดง่ายๆ

ต้องเรียนรู้ที่จะปรับและอยู่กับสิ่งที่เราไม่ชอบให้ได้ ขนาดเราเองยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่ชอบเกี่ยวกับตัวเองเลย แต่เราก็หลบๆ ไปหนีๆ ไปได้ ถ้าคุณอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบนอกกายได้ มันก็สบายตัว มันก็เหมือนกับการทำงานนั่นแหละค่ะ

แล้วการทำงาน คือ โฟกัสที่ “งาน” ไม่ใช่โฟกัสที่ “คน” เจ้านายไม่ได้จ้างมาเป็นเพื่อนกับใคร จ้างมาทำงาน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องไปเหยียบหัวใครเพื่อให้ได้ตำแหน่งหรืออะไร คือให้เรามีหลักของเรา คือมีศีล 5 ค่ะ มีศีลธรรมก่อน แล้วก็ตั้งใจทำงาน แค่นี้ก็เจริญแล้ว แต่ถ้าเก่ง แล้วเก่งไปในทางมืด เก่งทำไม เสียชาติเก่งอ่ะ

 

 

ทุกคนสามารถมีโอกาสได้ แต่โอกาสจะเป็นของคนที่ “พร้อม” งานก็เหมือนกัน แจ้เคยไปสอนนักศึกษาที่เรียนนิเทศ แจ้ถามว่า มีใครในห้องทำ Youtube ของตัวเองบ้าง ? แทบจะไม่มี เอ้า แล้วเวลาไปสมัครงาน ทำพอร์ท (Portfolio) จะเอาอะไรให้เขาดูอ่ะ แล้วถ้ามีคนที่ไปสมัคร เขามีพอร์ท ทำ Youtube แน่นๆ ใครจะชนะ ? คนที่ ”พร้อม” คือได้ “โอกาส” นั้นไป

จะไปสัมภาษณ์ รู้จักบริษัทเขารึเปล่า ? นายใหญ่ของเขาชื่ออะไร ? เขาทำอะไรมาบ้าง ? เขาเปิดกิจการมากี่ปีแล้ว ? เขาต้องการอะไร ? นโยบายบริษัทคืออะไร ? คุณต้องเข้าใจว่าการทำงานคือการแข่งขันกลายๆ หมายความว่า ตำแหน่งมีจำกัด แล้วทำยังไงคุณถึงจะได้ตำแหน่งนั้น

แจ้เห็นน้องๆ หลายคนที่ยังหางานไม่ได้ โดนครอบครัวกดดันอะไรยังงี้ คือ เลิกนั่งจมกับความทุกข์นั้น แล้วก็เตรียมพร้อมตัวเองนะ ทำไมเขาถึงไม่เลือกเรา โทรไปถามเขาสิ จะมีสักกี่คนที่โทรไป หนูควรจะปรับปรุงอะไร ดีไม่ดีเขาเห็นว่าเราอยากปรับปรุง เขารับไปอีก ดีกว่ามานั่ง ไม่ได้อ่ะ ที่นี่ไม่ได้ ที่นั่นก็ไม่ได้ เตะฝุ่นมากเลยแจ้ เตะต่อเลยค่ะถ้าเป็นแบบนั้นอ่ะ

 

 

ขอบคุณภาพ :   พี่สาวชาวเน็ท 

หางานตามสาขาอาชีพ

JOBBKK.COM © สงวนลิขสิทธิ์ All Right Reserved including text, graphics, interfaces and design thereof are all rights reserved. Thailand Web Stat

Top