"ไม่มีเวลา" เพราะเหตุจำเป็น หรือแค่ หาข้ออ้างให้ตัวเอง ?

  • 23 ก.ค. 2562
  • 2958

ทุกคนต่างมีเป้าหมายในชีวิต และการจะไปถึงเป้าหมายนั้นก็ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง แต่การที่จะเริ่มลงมือทำนี่แหละ ถือเป็นเรื่องยากที่สุด หลายคนมัวผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ จนเวลาล่วงเลยไปก็ยังไม่ได้เริ่มสักที ทำให้รู้สึกว่าเป้าหมายที่หวังไว้ มันไกลเหลือเกิน หรือเหมือนเป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น 

 

อีกหนึ่งบทความดีๆ ที่ JOBBKK.COM ได้รับเกียรติจาก คุณเกรท ปรมะ ตันเดชาวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมและนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ เจ้าของรางวัล ราษฎร์บัณฑิต” สาขาผู้ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติดีเด่น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น CEO บริษัท ชูใจคอลเซ็นเตอร์ จำกัด และบริษัท ซิมเปิลเซนส์ จำกัด รวมถึงเป็นที่ปรึกษาระดับสูง ด้านการวางแผนธุรกิจ,การสร้างภาพลักษณ์องค์กรและการตลาด โดยสมาคมที่ปรึกษา กระทรวงการคลัง และเป็นอาจารย์พิเศษหลักสูตรปริญญาโท วิชาการสร้างผู้ประกอบการในมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทย 

 

โอกาสพิเศษครั้งนี้ คุณเกรทได้มาแชร์ข้อคิดให้ทุกคนได้ทบทวนตัวเองอีกครั้งว่า เวลา ที่ผ่านไป เราใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่าหรือไม่ ? เพราะเหตุใด เราถึงไม่สามารถไปถึงเป้าหมายในชีวิตได้สักที ? ไปติดตามข้อคิดดีๆ กันเลยครับ

 

 

เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว...

เป็นคำที่ได้ยินมาจนคุ้นหู

เวลาผ่านไปเร็วหรือว่าช้า ผมว่าขึ้นอยู่กับ

เราทำอะไรไปมากแค่ไหนในแต่ละวัน เพราะแต่ละคนมีเวลาเท่ากัน คือ 24 ชม.

พิมพ์ไปพิมพ์มา ก็คุ้นเคยกันอีกนั้นแหละ กับประโยค

เพราะแต่ละคนมีเวลาเท่ากัน คือ 24 ชม.”

ดังนั้น อะไรล่ะที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าเราบริหารเวลาหรือชีวิตของเราอย่างสูญเปล่าหรือไม่ ?

ตัววัดนั้นคือ ผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำไงครับ”

 

หากเรามองเรื่องของการทำงานช่วงเวลาสามเดือนแรก คือ ช่วงทดลองงาน...

เป็นช่วงเวลาที่ได้รับการวิจัยทางจิตวิทยามนุษย์ว่า

หากคนเราจะต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในระยะยาว

ช่วงเวลา 90 วัน จะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

 

เช่น หากคุณต้องการเปลี่ยนแปลงนิสัยขี้เกียจอ่านหนังสือ...

ให้คุณบังคับตัวเองให้อ่านหนังสือ วันละเล็กน้อย

แต่ให้มีความต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 90 วัน...

หลังจากระยะเวลา 90 วัน คุณจะสามารถอ่านหนังสือได้เองโดยไม่ต้องถูกบังคับ

และจะมีนิสัยที่รักการอ่านไปโดยอัตโนมัติ

 

และช่วงการทำงาน เมื่อครบเวลาหนึ่งปี

จะเป็นช่วงของการประเมินผลงาน เพื่อพิจารณาโบนัส

 

คนทำงานทุกคนย่อมต้องอยากได้รางวัลชีวิตที่ตนทุ่มเททำงานมาตลอดระยะเวลาหนึ่งปี...

ซึ่งทางบริษัทก็จะมีนโยบายแตกต่างกัน ในการให้โบนัสประจำปี

ขึ้นอยู่กับ... นโยบายการจ่าย ยอดขายหรือกำไรของบริษัท

และสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ ประสิทธิภาพการทำงานของเรา

ซึ่งข้อสุดท้ายนี้คือ ผลลัพธ์ ในการทำงานของเรานั่นเอง

และขึ้นอยู่กับว่า ตัวเรานั้นสามารถผลิตผลงานได้มากหรือน้อย

และเข้าตาเจ้านายได้มากน้อยแค่ไหน

 

ผมจะมีวิธีการประเมินตัวเองแต่ละปีอย่างละเอียด

ไม่เพียงแต่เรื่องงาน แต่ยังรวมถึงเรื่องการใช้ชีวิตอีกด้วย

พร้อมกับตั้งคำถามว่า ปีที่ผ่านมาเราทำอะไรไปบ้าง...

สิ่งที่ทำดีแค่ไหน และประสบผลสำเร็จขนาดไหน...

สิ่งที่ทำมีคนรอบข้างได้ผลประโยชน์

หรือเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นได้มากน้อยแค่ไหน...

 

เพราะหากผลลัพธ์จากการประเมินตัวเราออกมาน้อยเหลือเกิน...

เราคงต้องปรับรูปแบบระบบความคิดหรือการใช้ชีวิตใหม่

ตัวอย่างเช่น... หากเรามีแพลนที่อยากออกกำลังกาย

เพราะเป้าหมายคือ อยากมีสุขภาพหรือร่างกายที่ดูสมส่วนแข็งแรง...

หากเรามัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง โดยมีเหตุผลมากมาย อ้างว่าต้องทำงานเยอะมาก...

กว่าจะเลิกงานก็เป็นเวลาดึกดื่น... ไม่มีเวลา...

คุณเองก็อย่าหวังว่าจะมีร่างกายแข็งแรง...

คุณจะได้แต่คิดว่า “ดูคนนี้สิ...ร่างกายและสุขภาพดูแข็งแรงจังเลย”

“คนนั้นหุ่นดีจังเลย...ดูตัวเราสิอ้วนลงพุงเชียว”

เราน่าจะออกกำลังกายบ้างนะ จะได้ดูดีเหมือนคนนั้นบ้าง...

 

หรือบางท่านมีเป้าหมายเพื่อศึกษาความรู้เพิ่มเติม

เช่น ต้องการพัฒนาความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ...

หากคุณมัวแต่หาเหตุผล...ไม่ยอมลงมือทำซะที...

ผ่านไปอีกกี่ปีคุณก็ยังคงเป็นคนเดิมที่ยังไม่พัฒนา...

 

จากในอดีตเมื่อยามที่คุณมองตัวเองย้อนกลับไป

นอกจากรอคอยโบนัสประจำปีของการทำงาน ว่าจะได้จำนวนกี่เดือน เป็นเงินเท่าไร

 

 

 

Credit : คุณเกรท ปรมะ ตันเดชาวัฒน์ 
ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมและนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ 
เจ้าของรางวัล “ราษฎร์บัณฑิต” (คนดี คนเก่ง ประเทศไทย) สาขาผู้ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติดีเด่น

FB : Prma Tandechawat

หางานตามสาขาอาชีพ

JOBBKK.COM © สงวนลิขสิทธิ์ All Right Reserved including text, graphics, interfaces and design thereof are all rights reserved.

Top